การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา

Yazan: admin | 10 June 2015 | Comments Off
Categories: โลกนักธุรกิจ

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะมีหลายชนิด เช่น เพนนิซิลลิน อะม็อกซีซิลลิน เตตร้าซัยคลิน เอซิทโทรมัยซิน ซิพโพรฟล็อกซาซิน โคทรัยม็อกซาโวล ซัลฟาคลินดามัยซิน แต่ละชนิดใช้รักษาแบคทีเรียต่างกัน กรณีที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ คือ อาการเจ็บคอ ที่มีไข้สูง โดยไม่มีอาการหวัดหรือไอ และอาการไม่ทุเลาลงหลังกินยาลดไข้พาราเซตามอล หรือมีไข้อยู่หลายวัน หรือเมื่อมีอาการเจ็บคอโดยไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย อาจเกิดจากการติดเชื้อสเตร็ป ควรได้รับการรักษาด้วย ยาเพนิซิลลิน หากมีอาการไอมากจนรู้สึกเหนื่อยอาจเกิดจากการติดเชื้อไมโคพลาสมา ซึ่งรักษาได้ด้วยยาเตตร้าไซคลีน หรืออีริโทรไมซิน หากมีอาการหวัดเรื้อรัง น้ำมูกมีปริมาณมากและข้นเหลือง อาจเกิดจากไซนัสอักเสบ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและเชื้อที่เป็นสาเหตุ และแนะนำยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมทั้งชนิด ขนาดและระยะเวลาที่ควรรักษาให้ กลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะมีกระบวนการทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย โดยทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งเป็นเยื่อบางๆที่หุ้มตัวเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้สมดุลในการดำรงชีวิตของเชื้อโรคเสียไปและตายในที่สุด ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ซึ่งเป็นผนังภายนอกสุดของเซลล์ที่ห่อหุ้มเยื่อหุ้มเซลล์อีกที ด้วยกลไกนี้จะทำให้เชื้อแบคทีเรียต่างๆไม่สามารถแพร่พันธุ์ จึงหยุดการเจริญเติบโต ก่อกวนการสังเคราะห์สารพันธุกรรมในตัวของเชื้อแบคทีเรีย สารพันธุกรรมที่เรามักคุ้นเคยกันเรียกว่า ดีเอนเอ (DNA) และอาร์เอนเอ (RNA) กลไกดังกล่าวจะทำให้เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถผลิตลูกหลานออกมาทำอันตรายต่อร่างกายคนเราได้อีกต่อไป กระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียปลดปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยตัวเองและตายลงในที่สุด การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นอาจเสี่ยงต่อการดื้อยาได้ ซึ่งมีรายงานการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด เมื่อเชื้อเกิดการดื้อยาแล้ว ยาปฏิชีวนะชนิดนั้นก็จะใช้ไม่ได้ผลต่อผู้ป่วยคนนั้น ทำให้ผู้ป่วยต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดอื่นๆ ซึ่งมักจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่มีราคาค่าใช้จ่ายแพงยิ่งขึ้น ทั้งยังอาจมีอาการอันไม่พึงประสงค์หรือผลข้างเคียงได้รุนแรงหรือเกิดได้บ่อยกว่ายาเดิมอีกด้วย ในประเทศไทยมีการดื้อยาได้บ่อยและมากกว่าประเทศอื่นๆ […]